ไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ยอดทีมผู้หยุดความร้อนแรง

0
143
ไก่เดือยทอง-ท็อตแน่ม-ฮ็อตสเปอร์ส-ยอดทีมผู้หยุดความร้อนแรง

ไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ยอดทีมผู้หยุดความร้อนแรง หลายๆ คน รวมถึงผมเอง มั่นใจเป็นที่เรียบร้อย หลังจบ 45 นาทีแรกที่ โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า ว่าทีมที่จะไปชิงชนะเลิศ ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั้นนี้ จะเป็น อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่เข้าไปชนกับ ลิเวอร์พูล

ด้วยสกอร์ 2-0 ในครึ่งแรก บวกกับรูปเกมที่เหนือกว่าเล็กๆ และดูอันตรายทุกครั้ง เวลาที่เด็กๆ รวมถึงนักเตะซีเนียร์ของ เอริค เตน ฮาก กุนซือเจ้าถิ่นได้บอลบุก

แต่เกมนี้ มันยังมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ที่มากกว่านั้น โดยเฉพาะการแก้ไขสถานการณ์ของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

ไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ยอดทีมผู้หยุดความร้อนแรง

นายใหญ่ชาวอาร์เจนไตน์ สร้างผลงานให้เห็นกันมากมาย กับเรื่องของการแก้เกม บางนัดมีผิดพลาด บางนัดก็มีสำเร็จผล บางนัดก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่เราจะเห็นได้ประจำว่าเขาได้แก้ไขมัน

สไตล์จะคนละอย่างกับ เออร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ หรือ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ที่มักจะไม่เน้นการเปลี่ยนแปลงอะไรให้มันมากนัก ตัวผู้เล่นที่ส่งลงไป ก็จะเป็นตำแหน่งต่อตำแหน่งซะส่วนใหญ่ รายละเอียดเกมที่เล่น ก็ไม่ต่างจากแบบเดิมที่เป็นอยู่

ไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส

แต่ สเปอร์ส ต่างออกไป “พอช” ทำได้ทั้งเกมรุกและเกมรับ แม้ว่าบางครั้งอาจจะออกมาไม่ดี แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นในเกมยูซีแอล ที่ สเปอร์ส พบกับ อินเตอร์ มิลาน รอบแบ่งกลุ่มนัดแรก

วันนั้น โปเช็ตติโน่ ค่อนข้างจะเป็นกังวลกับเกมรับ กลับจะเสียประตูให้ อินเตอร์ เลยเลือกถอด แฮร์รี่ เคน ออก แล้วเอา แดนนี่ โรส ลงสนาม ในช่วงทดเจ็บ ขณะที่ยังเสมอกันอยู่ 1-1

แต่กลับกลายเป็นว่ามันไม่เป็นผลอะไรเลย เมื่อ “งูใหญ่” มาได้ประตูจากลูกเซ็ตพีซ ซึ่งถ้ามี เคน อยู่ในสนาม ยังพอจะช่วยเคลียร์บอลในกรอบเขตโทษได้ดีกว่า โรส ที่ตัวเล็ก และต้องไปยืนนอกกรอบ ถือเป็นการตัดสินใจรักษาผลสกอร์ที่ผิดพลาดของตัวกุนซือ

อย่างไรก็ตาม เรื่องมันผ่านไปแล้ว และ สเปอร์ส ก็ผ่านมายืนถึงจุดนี้ ซึ่งในเกมนี้ สิ่งที่น่าสนใจมีอยู่หลายประการ

จากที่ได้เห็นในเกมเลกแรก นักเตะของยอดทีมจากลอนดอน ถ้านับตั้งแต่กองกลาง ลงไปถึงกองหลัง จะไม่ได้มีนักเตะที่รอบจัดในเรื่องความเร็วเท่าไหร่นัก สเปอร์ส เป็นทีมที่เล่นบอลได้หลายสไตล์ ด้วยนักเตะทักษะสูง จะเล่นบอลสั้นก็ได้ บอลโยนก็ดี การเปิดบอลจากริมเส้นก็โอเคเช่นกัน

แต่ในเกมเลกแรก เราจะเห็นว่า อาแจ็กซ์ เล่นเพรสสูง เข้าไล่บอลใส่แดนกลางเจ้าถิ่น ทำให้พวกเขาเสียบอลบ่อย ครั้นจะหวังจากลูกเปิดด้านข้างของแบ็ก ก็ถูก อันเดร โอนาน่า ผู้รักษาประตูออกมาตัดบอลอยู่บ่อยครั้ง ตัวเลือกในเกมรุกก็ไม่ค่อยมีสักเท่าไหร่นัก เพราะนอกจาก เคน จะเจ็บแล้ว ซน เฮืองมิน ก็ดันมาติดโทษแบน

แต่ในเกมนี้ เมื่อตี๋ซน กลับมาประจำการ โปเช็ตติโน่ เลือกส่งลงสนามคู่กับ ลูคัส มูร่า โดยเอา เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ไว้ข้างสนามก่อน และลองเล่นแบบเดิม คือค่อยๆ ต่อเกมขึ้น มีโยนยาวบ้างสลับกันไป แต่ก็ไม่ระแคะระคายเจ้าถิ่นที่กำลังคึกเท่าไหร่นัก ด้วยความที่ได้ประตูแรกเร็ว ทำให้สถานการณ์เหนือกว่าอยู่ 2 ลูก

แต่ในครึ่งหลัง สเปอร์ส เริ่มเล่นจังหวะที่น้อยลง พาบอลไปแดนหน้าให้เร็วที่สุด ด้วยการโยนยาวขึ้นหน้า และที่สำคัญคือเปลี่ยนเอา ยอเรนเต้ ลงไปแทน วิคเตอร์ วานยาม่า ทำให้คู่แข่งต้องเริ่มกังวลกับตัวรุกที่เพิ่มขึ้นไปหนึ่งตัว ทันใดนั้นการวางบอลยาวทิ้งไปให้กับกองหน้าที่มีความเร็ว ก็ปรากฏขึ้น

การจะแก้เพรสของ อาแจ็กซ์ ได้ คือการวางบอลไปข้างหน้า แล้วให้ ซน หรือ มูร่า วิ่งแข่งกับคู่เซ็นเตอร์ หรือฟูลแบ็กของเจ้าถิ่น เป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะนักเตะอย่าง ดาลี่ย์ บลินด์ หรือ มาไธส์ เดอ ลิกท์ ไม่ได้มีความเร็วที่เหนือกว่าสองคนนั้นแน่นอน

ลูคัส มูร่า นักเตะผู้สร้างปาฏิหาริย์ให้กับ สเปอร์ส

ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เมื่อ แดนนี่ โรส เปิดบอลไปให้ มูร่า โฉบตัดหน้าคู่แข่งแย่งบอลไปได้ พร้อมกับมีพื้นที่ให้ เดเล่ อัลลี ที่รับช่วงต่อได้กระชากบอลไปถึงกรอบเขตโทษ ความอันตราย โอกาสเสียประตูก็มีมาก แม้ว่าอาจจะเฮงๆ ที่ อัลลี จับห่าง แต่ มูร่า ซึ่งมีความเร็ว ไล่ตามบอลมาก่อนจะยิงเข้าไป จุดประกายลูกแรก ให้ทีมมีความหวัง

สเปอร์ส-อาแจ็กซ์

ส่วนลูกที่สอง ก็ถือว่ามีความโชคดีในระดับหนึ่ง ที่นักเตะของ อาแจ็กซ์ ก่อความผิดพลาดกันเอง ทำให้ มูร่า ที่รออยู่ฉกบอลไปยิงได้ แค่จุดที่ทีมมีการแก้ไขอีกหนึ่งอย่างจากนัดแรก คือการเปิดบอลจากด้านข้าง หลังจากที่เลกแรก นายทวารคู่แข่ง มักจะออกมาโดดคว้าบอล จะสังเกตได้ว่าในเกมนี้ โอนาน่า ไม่ค่อยได้ทำแบบนั้นเท่าไหร่

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เลือกทำแบบนั้น แต่มันทำไม่ได้แล้วต่างหาก เมื่อ สเปอร์ส เปลี่ยนวิธีในการโยน จากที่จะเปิดให้ อัลลี หรือ ยอเรนเต้ กระโดดโหม่ง พวกเขากลับเลือกเปิดบอลเรียดบ้างสลับไป ทำให้บางจังหวะ ไม่สามารถออกมาตัดได้ เช่นเดียวกับลูกสอง ที่ลูกเปิดของ เคียแรน ทริปเปียร์ เป็นบอลเรียดให้ ยอเรนเต้ จริงๆ ก็ต้องบอกว่ามันน่าจะได้ประตูไปตั้งแต่จังหวะชาร์จแล้ว แต่ โอนาน่า ก็เซฟไว้ได้ แต่หลังจากนั้นถ้าใครได้เห็นลูกนี้ คงรู้กันว่ามันเกิดอะไรขึ้น

หลังจากนั้นก็ยังมีการเปิดบอลอีกหลายๆ ครั้ง ที่จะไม่ลึกเกินไป และไม่ตื้นเกินที่จะทำให้เพื่อนๆ เล่นยากอยู่หลายหน สรุปแล้วคือปิดโอกาสให้ โอนาน่า ออกมาจัดการไปในตัว

และการแก้เกมของ โปเช็ตติโน่ ที่วางหมากไปตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง ก็มาสำเร็จผลในนาทีสุดท้าย…

ทุกคนรู้ว่าประโยชน์ของ ยอเรนเต้ อยู่ตรงไหน ในเมื่อเขาเป็นกองหน้าสูงใหญ่ ตอนแรกรู้สึกเสียดายเล็กๆ ที่ โปเช็ตติโน่ ไม่ยอมส่งหอกชาวสแปนิช ลงตั้งแต่ต้นเกม ส่งเป็นหน้า 3 ตัว เพราะอย่างในเกมที่พวกเขาแพ้ แมนฯ ซิตี้ แต่เข้ารอบ มันแสดงให้เห็นว่าบอลของพวกเขาไม่ได้มีหน้าเดียว ในช่วงครึ่งเวลาหลังที่ ยอเรนเต้ ลงมาเล่นแทน ซิสโซโก้ ที่เจ็บตอนท้ายครึ่งแรก

ญอเรนเต้

แต่สุดท้ายเกมนี้ก็เอาลงมาเล่นในช่วงครึ่งหลัง กลับเป็นดีเสียอีก ที่ทำให้เกมรับของ อาแจ็กซ์ ต้องมาพะวงกับเขามากขึ้น

แล้วมันก็เกิดเหตุการณ์จริงๆ เราจะเห็นได้ว่า เดอ ลิกท์ ที่เป็นกองหลังถูกจับตามอง เล่นได้ดุดัน แข็งแกร่ง ทำประตูเป็นว่าเล่น อย่างในเกมนี้ก็ยิงได้ แต่เมื่อต้องมาดวลลูกกลางอากาศกับ ยอเรนเต้ กลายเป็นว่าสู้ไม่ได้อยู่บ่อยครั้ง และมันก็เกิดขึ้นในนาทีที่ 90+5 เมื่อ ยอเรนเต้ บังบอลจากการโยนแนวลึกได้ ก่อนจะป้ายไปให้ อัลลี และมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ ก็ตาไวพอที่จะเห็น มูร่า สอดเข้ามา

สุดท้ายก็เป็นแข้งชาวบราซิเลียน ที่ซัดด้วยซ้ายเข้าไปเป็นลูกที่ 3 ติดต่อกัน เท่ากับว่าประตูที่ทำได้ มาจากเท้าข้างไม่ถนัดทั้งหมด สเปอร์ส ใช้เวลา 45 นาทีพลิกตัวเองกลับมาเข้ารอบชิงชนะเลิศได้อย่างสุดยอด

ลูคัส-มูร่า

เรื่องทั้งหมด นอกจากความมุ่งมั่นที่พวกเขามี ความสามารถนักเตะที่มีศักยภาพพอจะทำได้ สิ่งที่สำคัญคือแผนของ โปเช็ตติโน่ ที่มองทะลุปรุโปร่ง และแก้เกมออกมาได้ผลด้วย

ส่วนหนึ่งก็ต้องโทษทางฝั่ง อาแจ็กซ์ เช่นกัน ที่ตั้งสติตัวเองไว้ไม่อยู่ พวกเขาพยายามจะเล่นสไตล์เดิมในครึ่งหลัง แต่เจอฝ่ายนั้นแก้เกมเข้ามา เริ่มได้ครองบอลมากขึ้น แทนที่ทีมของเขาจะเน้นเหนียวแน่นไว้ก่อน กลับพยายามจะเล่นเกมสวนกลับ แล้วเกิดช่องโหว่มากมาย

เหมือนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ วิจารณ์ เดอ ลิกท์ กับ บลินด์ ว่าหลุดตำแหน่งประจำ ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริงๆ อย่างเช่นในลูกแรก พวกเขาบุกขึ้นไปเล่นหวังทำประตู แต่พอเจอ โรส สวนบอลกลับมา พวกเขาก็ลงไปรับไม่ทัน นั่นคือความไม่นิ่ง ของทีมที่ยังไม่มีประสบการณ์ ทั้งในตัวนักเตะและโค้ช

ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเป็น มูรินโญ่ 45 นาทีที่เหลือในเกมนั้น ผมเชื่อและมั่นใจมากว่าเขาจะรถบัสให้ถึงที่สุด อาจจะมีการเติมกองหลังเพิ่ม แล้วถอดกองหน้าออกด้วยซ้ำ เพราะเกมหวังผลแบบนี้ อะไรมันก็ยังเกิดขึ้นได้ ก่อนหน้าที่พวกเขาจะเตะหนึ่งวัน ก็มีเหตุการณ์ของ ลิเวอร์พูล มาแล้ว และยิ่งคุณเป็นทีมพลังหนุ่ม ประสบการณ์ไม่มากพอ การจะเล่นตามความร้อนแรงของตัวเองตลอด มันอาจจะทำให้ทีมร้อนจนปรอทแตกแบบที่เห็น

อย่างเช่นช่วงท้ายเกม ตอนนั้นเสมอกันอยู่ 2-2 ดูซาน ทาดิช ได้บอลทางริมเส้น เขาเลือกได้ว่าจะเน้นครองบอล ปล่อยเวลาไหล เลือกวิ่งไปมุมธง อะไรก็ได้ที่สามารถรักษาผลการแข่งขันเอาไว้ แต่กลับเลือกมุ่งหน้าเข้าหาประตูเพื่อจะยิง และก็อย่างที่เห็นกันว่ามันไม่เป็นประตู

เกมนี้เป็นอีกหนึ่งนัดที่พวกเขาไม่มีความคมมากพอ เหมือนเลกแรกที่เจอ เรอัล มาดริด ในบ้าน และเลกแรกที่พบ ยูเวนตุส ดาวิด เนเรส ยิงชนเสาอีกหนึ่งลูก จากที่เลกแรกก็มีชนเสามาแล้ว ฉะนั้นการครองบอลถ่วงเวลาในช่วงท้ายเกม มันไม่ใช่เรื่องน่าอับอายเลย แต่พวกเขากลับลืมคิดตรงจุดนี้ไปว่าวันนี้ยิงทั้งวัน มันได้แค่ 2 ประตู ควรจะผ่อนให้คู่แข่งหงุดหงิดบ้าง

ความผิดพลาดของ อาแจ็กซ์ ที่ไม่น่าให้อภัย

อาแจ็กซ์

ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของ อาแจ็กซ์ เองก็เช่นกัน ที่มันส่งผลให้พวกเขาตกรอบ อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่บทลงโทษของพวกเขา แต่มันเป็นบทเรียน บทเรียนที่ล้ำค่าของนักเตะทุกคน โดยเฉพาะพวกแข้งเนื้อหอมที่กำลังจะถูกจับจองโดยทีมใหญ่ๆ ของยุโรป เพื่อให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น แต่มันอาจจะเป็นบทเรียนราคาแพงของสโมสร ที่ไม่รู้ว่าในปีต่อๆ ไป พวกเขาจะมาถึงตรงนี้ได้อีกเมื่อไหร่

สเปอร์ส สามารถหยุดเต็งหนึ่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาไว้ที่รอบก่อนรองชนะเลิศ ทลายฝันสุดร้อนแรงกับการลุ้นคว้า 4 แชมป์ไปอย่างดราม่าสุดๆ

หยุดทีมม้ามืดที่หลายๆ คนจับตามองว่าทีมชุดนี้จะย้อนรอยปี 1995 ของ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่เคยมีพลังหนุ่มของแกงค์ยุค 90 ชื่อดังหลายคนอย่างพี่น้อง เดอ บัวร์, เอ็ดการ์ ดาวิดส์, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ และ แพทริก ไคล์เวิร์ต ในรอบตัดเชือก

ทัพ “ไก่เดือยทอง” ได้แชมป์ยุโรปมาแล้วมากมาย ทั้ง ยูฟ่า คัพ หรือ คัพ วินเนอร์ส คัพ แต่ยังไม่เคยแม่แต่จะเข้าชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก หนนี้เป็นครั้งแรก และมีโอกาสที่จะทำแชมป์ยุโรปครบทุกรายการอีกหนึ่งทีม

ถ้วยแชมป์ใบแรกในรอบหลายปีของ สเปอร์ส

สเปอร์ส-ลิเวอร์พูล

ถ้าจะหาทีมที่หยุดความร้อนแรงของ ลิเวอร์พูล ที่ปัจจุบันนอกจากมีเกมบุกกับเพรสซิ่งร้อนแรง ยังเพิ่มความอันตรายจากลูกเซ็ตพีซ และเกมรับที่เหนียวแน่นด้วยผู้นำอย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ก็อาจจะต้องมองไปหา สเปอร์ส เสียแล้ว

โปเช็ตติโน่ และลูกทีม อาจจะกลายเป็นผู้ที่หนุดความร้อนแรงต่างๆ ในซีซั่นนี้ ก่อนปิดฤดูกาล 2018-19 อย่างเป็นทางการ ด้วยการที่พวกเขาขึ้นมาประกาศศักดาว่าสุดท้ายทีมนี้นี่แหละ คือทีมที่ร้อนแรงที่สุด ก็เป็นได้


ในปีนี้ ไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ยอดทีมผู้หยุดความร้อนแรง อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น ยูเวนตุส หรือ อาแจ็กซ์ แต่ก็ยังเหลือเกมที่ต้องพิสูจน์ในเกมชิงชนะเลิศต้องลุ้นกันว่าพวกเขาจะทำได้สำเร็จหรือไม่ ติดตาม วิธีเล่น Sbobet หรือ ข่าวฟุตบอล ที่น่าสนใจติดตามได้ทาง www.lisathailand.com

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here